วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วันลอย

ลอยกระทง วันลอยกระทง ประเพณีลอยกระทง

ลอยกระทงเป็นพิธีอย่างหนึ่งที่มักจะทำกันในคืนวันเพ็ญ เดือน ๑๒ หรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ อันเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง และเป็นช่วงที่น้ำหลากเต็มตลิ่ง โดยจะมีการนำดอกไม้ ธูป เทียนหรือสิ่งของใส่ลงในสิ่งประดิษฐ์รูปต่างๆที่ไม่จมน้ำ เช่น กระทง เรือ แพ ดอกบัว ฯลฯ แล้วนำไปลอยตามลำน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์ และความเชื่อต่างๆกัน สำหรับในปีนี้วันลอยกระทงตรงกับวันพุธที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

ลอยกระทง ประเพณีลอยกระทง มิได้มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศจีน อินเดีย เขมร ลาว และพม่าก็มีการลอยกระทงคล้ายๆกับบ้านเรา จะต่างกันบ้างก็คงเป็นเรื่องรายละเอียด พิธีกรรม และความเชื่อในแต่ละท้องถิ่น แม้แต่ในบ้านเราเอง การลอยกระทงก็มาจากความเชื่อที่หลากหลายเช่นกัน


วันลอยกระทง, ลอยกระทง, กระทง, งานลอยกระทง, ประเพณีลอยกระทง, กลอนวันลอยกระทง, การทำกระทง, ภาพกระทงทำไมถึง ลอยกระทง
การลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าปฏิบัติกันมาแต่เมื่อไร เพียงแต่ท้องถิ่นแต่ละแห่งก็จะมีจุดประสงค์และความเชื่อในการลอยกระทงแตกต่างกันไป เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นบูชารอยพระพุทธบาท ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา ซึ่งปัจจุบันคือแม่น้ำเนรพุททาในอินเดีย หรือต้อนรับพระพุทธเจ้าในวันเสด็จกลับจากเทวโลกเมื่อครั้งไปโปรดพระพุทธมารดา นอกจากนี้ ก็ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อบูชาพระอุปคุตเถระที่บำเพ็ญบริกรรมคาถาในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล บางแห่งก็ลอยกระทงเพื่อบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของตน บางแห่งก็เพื่อแสดงความขอบคุณพระแม่คงคาซึ่งเป็นแหล่งน้ำให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งขอขมาที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไป ส่วนบางท้องที่ก็จะทำเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ หรือเพื่อสะเดาะเคราะห์/ลอยทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ และส่วนใหญ่ก็จะอธิษฐานขอสิ่งที่ตนปรารถนาไปด้วย


พระยาอนุมานราชธน ได้สันนิษฐานว่า ต้นเหตุแห่งการลอยกระทงอาจมีมูลฐานเป็นไปได้ว่า การลอยกระทงเป็นคติของชนชาติที่ประกอบกสิกรรม ซึ่งต้องอาศัยน้ำเป็นสำคัญ เมื่อพืชพันธุ์ธัญชาติงอกงามดี และเป็นเวลาที่น้ำเจิ่งนองพอดี ก็ทำกระทงลอยไปตามกระแสน้ำไหลเพื่อขอบคุณแม่คงคา หรือเทพเจ้าที่ประทานน้ำมาให้ความอุดมสมบูรณ์ เหตุนี้ จึงได้ลอยกระทงในฤดูกาลน้ำมาก และเมื่อเสร็จแล้วจึงเล่นรื่นเริงด้วยความยินดี เท่ากับเป็นการสมโภชการงานที่ได้กระทำ ว่าได้ลุล่วงและรอดมาจนเห็นผลแล้ว ท่านว่าการที่ชาวบ้านบอกว่าการลอยกระทงเป็นการขอขมาลาโทษและขอบคุณต่อแม่คงคา ก็คงมีเค้าในทำนองเดียวกับการที่ชาติต่างๆ แต่ดึกดำบรรพ์ได้แสดงความยินดีที่พืชผลเก็บเกี่ยวได้ จึงได้นำผลผลิตแรกที่ได้ไปบูชาเทพเจ้าที่ตนนับถือเพื่อขอบคุณที่บันดาลให้การเพาะปลูกของตนได้ผลดี

รวมทั้งเลี้ยงดูผีที่อดอยาก และการเซ่นสรวงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ เสร็จแล้วก็มีการสมโภชเลี้ยงดูกันเอง ต่อมาเมื่อมนุษย์มีความเจริญแล้ว การวิตกทุกข์ร้อนเรื่องเพาะปลูกว่าจะไม่ได้ผลก็น้อยลงไป แต่ก็ยังทำการบวงสรวงตามที่เคยทำมาจนเป็นประเพณี เพียงแต่ต่างก็แก้ให้เข้ากับคติลัทธิทางศาสนาที่ตนนับถือ เช่น มีการทำบุญสุนทานเพิ่มขึ้นในทางพุทธศาสนา เป็นต้น แต่ที่สุด ก็คงเหลือแต่การเล่นสนุกสนานรื่นเริงกันเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น การลอยกระทงจึงมีอยู่ในชาติต่างๆทั่วไป และการที่ไปลอยน้ำ ก็คงเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยา ที่มนุษย์โดยธรรมดา มักจะเอาอะไรทิ้งไปในน้ำให้มันลอยไป

วันลอยกระทง, ลอยกระทง, กระทง, งานลอยกระทง, ประเพณีลอยกระทง, กลอนวันลอยกระทง, การทำกระทง, ภาพกระทงวันลอยกระทง, ลอยกระทง, กระทง, งานลอยกระทง, ประเพณีลอยกระทง, กลอนวันลอยกระทง, การทำกระทง, ภาพกระทง


ทำไมกระทงส่วนใหญ่เป็นรูปดอกบัว
ในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือตำนานนางนพมาศ ซึ่งเป็นพระสนมเอกของพระมหาธรรมราชาลิไทยหรือพระร่วง แห่งกรุงสุโขทัย ได้กล่าวถึงวันเพ็ญเดือนสิบสองว่าเป็นเวลาเสด็จประพาสลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน และได้มีรับสั่งให้บรรดาพระสนมนางในทั้งหลายตกแต่งกระทงประดับดอกไม้ธูปเทียนนำไปลอยน้ำหน้าพระที่นั่ง ในคราวนั้นท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือนางนพมาศ พระสนมเอกก็ได้คิดประดิษฐ์กระทงเป็นรูปดอกบัวกมุทขึ้น ด้วยเห็นว่าเป็นดอกบัวพิเศษที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งในวันดังกล่าว สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปถวายสักการะรอยพระพุทธบาท ซึ่งเมื่อพระร่วงเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นก็รับสั่งถามถึงความหมาย นางก็ได้ทูลอธิบายจนเป็นที่พอพระราชหฤทัย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า “แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน ๑๒ ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน” ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นโคมลอยรูปดอกบัวปรากฏมาจนปัจจุบัน

ตำนานและความเชื่อ
จากที่กล่าวมาข้างต้นว่า การลอยกระทง ในแต่ละท้องที่ก็มาจากความเชื่อ ความศรัทธาที่แตกต่างกัน บางแห่งก็มีตำนานเล่าขานกันต่อๆมา ซึ่งจะยกตัวอย่างบางเรื่องมาให้ทราบ ดังนี้

เรื่องแรก ว่ากันว่าการลอยกระทง มีต้นกำเนิดมาจากศาสนาพุทธนั่นเอง กล่าวคือก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา กาลวันหนึ่ง นางสุชาดาอุบาสิกาได้ให้สาวใช้นำข้าวมธุปายาส (ข้าวกวน/หุงด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำอ้อย) ใส่ถาดทองไปถวาย เมื่อพระองค์เสวยหมดแล้ว ก็ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า ถ้าหากวันใดจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ก็ขอให้ถาดลอยทวนน้ำ ด้วยแรงสัตยาธิษฐานและบุญญาภินิหาร ถาดก็ลอยทวนน้ำไปจนถึงสะดือทะเล แล้วก็จมไปถูกขนดหางพระยานาคผู้รักษาบาดาล

พระยานาคตื่นขึ้น พอเห็นว่าเป็นอะไร ก็ประกาศก้องว่า บัดนี้ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกอีกองค์แล้ว ครั้นแล้วเทพยดาทั้งหลายและพระยานาคก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และพระยานาคก็ได้ขอให้พระพุทธองค์ประทับรอยพระบาทไว้บนฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อพวกเขาจะได้ขึ้นมาถวายสักการะได้ พระองค์ก็ทรงทำตาม ส่วนสาวใช้ก็นำความไปบอกนางสุชาดา ครั้นถึงวันนั้นของทุกปี นางสุชาดาก็จะนำเครื่องหอมและดอกไม้ใส่ถาดไปลอยน้ำเพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประจำเสมอมา และต่อๆมาก็ได้กลายเป็นประเพณีลอยกระทงตามที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

วันลอยกระทง, ลอยกระทง, กระทง, งานลอยกระทง, ประเพณีลอยกระทง, กลอนวันลอยกระทง, การทำกระทง, ภาพกระทงวันลอยกระทง, ลอยกระทง, กระทง, งานลอยกระทง, ประเพณีลอยกระทง, กลอนวันลอยกระทง, การทำกระทง, ภาพกระทง


ในเรื่องการประทับรอยพระบาทนี้ บางแห่งก็ว่า พญานาคได้ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าไปแสดงธรรมเทศนาในนาคพิภพ เมื่อจะเสด็จกลับ พญานาคได้ทูลขออนุสาวรีย์จากพระองค์ไว้บูชา พระพุทธองค์จึงได้ทรงอธิษฐานประทับรอยพระบาทไว้ที่หาดทรายแม่น้ำนัมมทา และพวกนาคทั้งหลายจึงพากันบูชารอยพระพุทธบาทแทนพระองค์ ต่อมาชาวพุทธได้ทราบเรื่องนี้จึงได้ทำการบูชารอยพระบาทสืบต่อกันมา โดยนำเอาเครื่องสักการะใส่กระทงลอยน้ำไป

ส่วนที่ว่าลอยกระทงในวันเพ็ญ เดือน ๑๑ หรือวันออกพรรษา เพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาสู่โลกมนุษย์ หลังการจำพรรษา ๓ เดือน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงอภิธรรมโปรดพุทธมารดานั้น ก็ด้วยวันดังกล่าว เหล่าทวยเทพและพุทธบริษัทพากันมารับเสด็จนับไม่ถ้วน พร้อมด้วยเครื่องสักการบูชา และเป็นวันที่พระพุทธองค์ได้เปิดให้ประชาชนได้เห็นสวรรค์และนรกด้วยฤทธิ์ของพระองค์ คนจึงพากันลอยกระทงเพื่อเฉลิมฉลองรับเสด็จพระพุทธเจ้า

สำหรับคติที่ว่า การลอยกระทงตามประทีปเพื่อไปบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น ก็ว่าเป็นเพราะตรงกับวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกบรรพชาที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ทรงใช้พระขรรค์ตัดพระเกศโมลีขาดลอยไปในอากาศตามที่ทรงอธิษฐาน พระอินทร์จึงนำผอบแก้วมาบรรจุ แล้วนำไปประดิษฐานไว้ในจุฬามณีเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (ตามประทีป คือ การจุดประทีป หรือจุดไฟในตะเกียง /โคม หรือผาง-ถ้วยดินเผาเล็กๆ) ซึ่งทางเหนือของเรามักจะมีการปล่อยโคมลอย หรือโคมไฟที่เรียกว่า ว่าวไฟ ขึ้นไปในอากาศเพื่อบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีด้วย

เรื่องที่สอง ตามตำราพรหมณ์คณาจารย์กล่าวว่า พิธีลอยประทีปหรือตามประทีปนี้ แต่เดิมเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ ทำขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าทั้งสามคือ พระอิศวร พระนารายณ์และพระพรหม เป็นประเภทคู่กับลอยกระทง ก่อนจะลอยก็ต้องมีการตามประทีปก่อน ซึ่งตามคัมภีร์โบราณอินเดียเรียกว่า “ทีปาวลี” โดยกำหนดทางโหราศาสตร์ว่าเมื่อพระอาทิตย์ถึงราศีพิจิก พระจันทร์อยู่ราศีพฤกษ์เมื่อใด เมื่อนั้นเป็นเวลาตามประทีป และเมื่อบูชาไว้ครบกำหนดวันแล้ว ก็เอาโคมไฟนั้นไปลอยน้ำเสีย ต่อมาชาวพุทธเห็นเป็นเรื่องดี จึงแปลงเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทและการรับเสด็จพระพุทธเจ้าดังที่กล่าวมาข้างต้น โดยมักถือเอาเดือน ๑๒ หรือเดือนยี่เป็งเป็นเกณฑ์ (ยี่เป็งคือเดือนสอง ตามการนับทางล้านนา ที่นับเดือนทางจันทรคติ เร็วกว่าภาคกลาง ๒ เดือน)

วันลอยกระทง, ลอยกระทง, กระทง, งานลอยกระทง, ประเพณีลอยกระทง, กลอนวันลอยกระทง, การทำกระทง, ภาพกระทงวันลอยกระทง, ลอยกระทง, กระทง, งานลอยกระทง, ประเพณีลอยกระทง, กลอนวันลอยกระทง, การทำกระทง, ภาพกระทง


จากเรื่องข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า การลอยกระทง ส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงความกตัญญูระลึกถึงผู้มีพระคุณต่อมนุษย์ เช่น พระพุทธเจ้า เทพเจ้า พระแม่คงคา และบรรพชน เป็นต้น และแสดงความกตเวที (ตอบแทนคุณ) ด้วยการเคารพบูชาด้วยเครื่องสักการะต่างๆ โดยเฉพาะการบูชาพระพุทธเจ้าหรือรอยพระพุทธบาท ถือได้ว่าเป็นคติธรรมอย่างหนึ่ง ที่บอกเป็นนัยให้พุทธศาสนิกชนได้เจริญรอยตามพระบาทของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามทั้งปวงนั่นเอง

ประเพณีลอยกระทง นอกจากจะเป็นประเพณีที่มีคุณค่าในเรื่องการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณดังที่กล่าวมาแล้ว ประเพณีนี้ยังมีคุณค่าต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และศาสานาด้วย เช่น ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำให้ชุมชนได้ร่วมมือร่วมใจกันจัดงาน หรือในบางท้องที่ที่มีการทำบุญก็ถือว่ามีส่วนช่วยสืบทอดพระศาสนา และในหลายๆแห่งก็ถือเป็นโอกาสดีในการรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแม่น้ำลำคลองไปด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมาคงจะทำให้ท่านได้รู้จักคุณค่า สาระและเรื่องราวเกี่ยวกับ“ประเพณีลอยกระทง” มากขึ้น และหวังว่า “ลอยกระทง” ปีนี้ นอกจากความสนุกสนานแล้ว คงจะมีความหมายแก่ท่านทั้งหลายเพิ่มขึ้นด้วย

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553



หลักการบริโภคที่ดี
1. กินอาหารธรรมชาติเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะร่างกายต้องการสารอาหารที่บริสุทธิ์ปราศจากการปรุงแต่ง
2. กินอาหารที่ไม่ขักสี เช่นข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท เนื่องจากข้าวซ้อมมือมีเส้นใยสูง อีกทั้งยังมีสารอาหรอีกหลายชนิด เช่น Folic acid, Niacin, วิตามิน B1, วิตามิน B6 ,DNA / RNA
3. กินอาหารที่มีเส้นใย ผลไม้และ ผักสด เนื่องจากเส้นใยมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ช่วยให้ไม่อ้วน ถ่ายคล่อง ลดระดับไขมันในเลื่อด เป็นต้น อาหารที่มีเส้นใยสูง ได้แก่ ข้วกล้อง ผัก ผลไม้ บางชนิด เช่น ฝรั่ง มะม่วง มะขาม เป็นต้น ส่วนผักสด และ ผลไม้นั้น การกินผักสด ทำให้ได้วิตามิน และเอมไซด์ ส่วนผลไม้ นั้นให้วิตามิน และแร่ธาตุ
4. กินอาหารเนื้อสัตว์น้อยที่สุด หรือไม่กินเลย เนื่องจากเนื้อสัตว์ มักมียาปฏิชีวนะ สเตรียรอยด์ ตกค้างอยู่ ซึ่งจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงได้ นอกจากนี้ ร่างกายของมนุษย์ ไม่เหมาะกันการกินเนื้อสัตว์ เนื่องจากลำไส้ของมนุษย์ยาวกว่าสัตว์กินเนื้อ ถึง 20 เท่า ทำให้เนื้ออยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน จนอาหารเน่า ทำให้เกิดการแพร่กระจายของแบคทีเรีย อีกทั้งการย่อยเนื้อต้องใช้พลังงานมาก
5. เน้นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เพาะถั่งเหลืองประกอบด้วยโปรตีนจากพืชและไฟโตอีสโตรเจน
6. ผลิตภัณฑ์ประเภทนมควรแน่ใจแหล่งผลิต
7. ให้ระมัดระวังอาหารที่มีไขมัน งดไขมันจากสัตว์ หลีกเลี่ยงไขมันที่ผ่านกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูง เนื่องจากไขมันที่ถูกความร้อน กรดไขมันจะเปลี่ยนรูปจากซีส มาเป็นทรานส์ซึ่งเป็นไขมันที่ร่างกายใช้ไม่ได้ นอกจากนี้มีการพบว่า การใช้น้ำมันไม่อิ่มตัวทอดอาหารนั้น เกิดสารเป็นอันตรายต่อสุขภาพหลายตัว ซึ่งหากต้องใช้น้ำมันทอด ไม่ควรใช้ไฟแรงจนควันขึ้น และใช้ทอดเพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง นอกจากนี้การกินอาหารที่มีไขมันสูงเกินไปทำให้อ้วน และเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันเลือดสูงฯลฯ
8. หลีกเลี่ยงอาหารสังเคราะห์หรืออาหารที่ผลิตจากแป้งขาว น้ำตาลทรายขาว เนื่องจากน้ำตาลมีโทษหลายอย่าง เช่น กดระบบทำงานของภูมิคุ้มกัน เบาหวาน ความดันโหลหิตสูงเป็นต้น ส่วนแป้งขาวนั้นขาดเส้นใยและวิตามินกับเกลือแร่
















ใยอาหาร ...คุณประโยชน์จากธรรมชาติ เพื่อสุขภาพที่ดี
จากปัญหาทางสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน หลายโรคมีสาเหตุจากการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม และไม่ถูกต้องตามสุขลักษณะ เป็นเหตุให้เกิดการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตทั้งจากโรคเฉียบพลันและโรคเรื้อรัง ดังนั้นความรู้และความเข้าใจถึงคุณค่าทางอาหาร รวมถึงประโยชน์และการนำมาใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมนั้นย่อมส่งเสริมให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการป้องกันการเกิดโรคได้เป็นอย่างดี


เมื่อพูดถึงใยอาหารหลายคนจะคิดถึงส่วนที่เป็นเส้นใยในฝักถั่วหรือผักใบเขียวทั้งหลายที่มีเส้นแข็งๆ อยู่ในใบ แต่ในความเป็นจริงแล้วใยอาหารที่เรากำลังกล่าวถึงนี้มีคุณสมบัติมากกว่านั้น
ใยอาหาร (Dietary fiber) เป็นสารอาหารประเภทหนึ่ง เมื่อบริโภคแล้วให้ประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยลด
อัตรา เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น ลดปริมาณคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ในเลือด ลดอัตราการเกิด
โรคกระดูกพรุน ป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคอ้วน โรคเบาหวาน และยังเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายด้วย ขณะเดียวกันยังทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สมบูรณ์เป็นปกติ ทั้งการเคลื่อนไหว การดูดซึมสารอาหาร การมีชีวิตอยู่ของจุลชีพและการขับถ่าย จึงส่งผลให้มีสุขภาพที่ดี สมบูรณ์ และแข็งแรง
ใยอาหารคือ ส่วนที่มาจากพืช ธัญพืช ผัก และผลไม้ ซึ่งเป็นโมเลกุลเชิงซ้อนของคาร์โบไฮเดรต ทนต่อการถูกย่อยสลายโดยกรดในกระเพาะอาหารและเอนไซม์ในลำไส้เล็ก สามารถผ่านถึงลำไส้ใหญ่ในสภาพเดิม ซึ่งบางส่วนอาจถูกย่อยโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ได้
ใยอาหารสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ตามการละลายน้ำ ความหนืด หรือการถูกย่อยโดยแบคทีเรียที่ลำไส้
ใหญ่ คือ ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ และใยอาหารชนิดละลายน้ำ


ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำจะไม่มีความหนืด ไม่ถูกย่อยโดยแบคทีเรียที่ลำไส้ใหญ่หรือถูกย่อยน้อยมาก ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณเนื้ออุจจาระ ทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม และลดระยะเวลาการค้างตัวของอุจจาระในลำไส้ใหญ่ ใยอาหารชนิดนี้พบมากในข้าวสาลี
รำข้าวสาลี ถั่วเปลือกแข็ง มะขาม เปลือกของผลไม้ และผักต่างๆ ขณะที่ใยอาหารชนิดละลายน้ำจะมีความหนืด และถูกย่อยได้ดี โดยแบคทีเรียที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งความหนืดของใยอาหารชนิดละลายน้ำนั้น ทำให้อาหารอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น ทำให้รู้สึกอิ่ม และไม่รู้สึก หิวบ่อย อาจมีผลช่วยลดน้ำหนักตัว และยังช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลและไขมันผ่านเยื่อบุผิวของลำไส้ได้
นอกจากนี้ใยอาหารที่ถูกย่อยจะก่อให้เกิดกรดไขมันสายสั้นขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเซลล์เยื่อบุลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ ไม่ให้เซลล์เยื่อบุลำไส้ฝ่อหรือเหี่ยว ทั้งยังกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทาน ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ใหญ่ และปรับเมแทบอลิซึมของน้ำตาลและไขมัน ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดดีขึ้น ขณะเดียวกันกรดไขมันสายสั้นทำให้สภาพภายในลำไส้ใหญ่มีความเป็นกรดมากขึ้น อาจช่วยลดการเกิดติ่งเนื้อหรือมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้ ซึ่งใยอาหารนิดละลายน้ำจะพบมากในข้าวโอ๊ต ข้าวไรน์ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง เมล็ดถั่ว ธัญพืช รวมทั้งในเนื้อผลไม้ เช่น พรุน แอ๊ปเปิ้ล สตรอว์เบอร์รี่
บลูเบอร์รี่ กล้วยน้ำว้า น้อยหน่า มะขามเทศ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีใยอาหารมากเกินไปอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ เช่น มีส่วนทำให้ลดการดูดซึม
แร่ธาตุจำพวก แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก ทองแดง และสังกะสี นอกจากนี้กระบวนการย่อยใยอาหารอาจก่อให้เกิดแก๊สในลำไส้ใหญ่ ทำให้อึดอัดท้องและผายลมมากได้ ดังนั้นควรรับประทาน
ใยอาหารในปริมาณที่เหมาะสม คือ ประมาณ 20 - 35 กรัมต่อวัน
และควรรับประทานใยอาหารทั้งสองชนิดปะปนกัน ไม่ควรเลือกรับประทานใยอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง
สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มใยอาหารให้แก่ร่างกาย ควรเพิ่มเมล็ดถั่ว ธัญพืช และผักเป็นส่วนประกอบใน
อาหารแต่ละมื้อ รับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว รับประทานผลไม้สดหลังมื้ออาหารทุกมื้อ หากเป็นผลไม้ที่
รับประทานเปลือกได้ ควรล้างให้สะอาดและทานทั้งเปลือก หรืออย่างน้อยดื่มน้ำผลไม้ที่ผสมเนื้อผลไม้
รับประทาน ของว่างที่มีส่วนผสมเป็นธัญพืช เมล็ดถั่ว ผลไม้อบหรือตากแห้ง เพียงลองปฏิบัติตามคำแนะนำง่ายๆ เหล่านี้ก็สามารถช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพดีขึ้นได้





























วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันเม่

แม่สละสวย สละสาว คราวอุ้มท้อง
แม่ไม่ร้อง แม่ไม่บ่น แม่ทนได้
แม่เฝ้าถนอม จนครรภ์แก่ แม่เต็มใจ
จะหาใคร เหมือนแม่ แพ้ทุกคน
ครบสินเดือน เคลื่อนคลอด รอดชีวิต
แม่ใกล้ชิด ลูกน้อย คอยฝึกฝน
แม่ลำบาก อย่างไร ใจแม่ทน
สายเลือดข้น เต้าแม่กลั่น ปันลูกกิน
แม่ป้องริ้น ป้องไร มิให้ผ่าน
แม่สงสาร หวงลูกยา กว่าทรัพย์สิน
แม่เห่กล่อม ยามนิทรา เป็นอาจิณ
แม่ไม่ผิน แม่ไม่ผัน ทุกวันมา
ยามลูกสุข แม่สุขสม อารมณ์ชื่น
ยามลูกขื่น แม่ขม ระทมกว่า
ยามลูกไข้ แม่อดนอน ร้อนอุรา
ยามลูกยา อับโชค แม่โสกใจ
คราลูกหิว แม่หิวกว่า น้ำตาร่วง
แม่เป็นห่วง ดิ้นรนหา เอามาให้
แม้แม่อด หมดข้าวปลา ไม่ว่าไร
แม่สละได้ ลูกอิ่มแปร้ แม้ทนเอา
ใครไหนเล่า เฝ้าอบรม บ่มนิสัย
แม้เติบใหญ่ ไม่ท้อถอย คอยนั่งเฝ้า
พระคุณเลิศ ลูกโศกศัลย์ ช่วยบรรเทา
ใครไหนเล่า รักมันแท้ แม่ฉันเอง....

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ตะกร้อ

ประวัติความเป็นมาของกีฬาตะกร้อ


                                                                        เท่มากเลยคับ

ไทย มาเลเซีย พม่า ต่างอ้างว่าเป็นกีฬาประจำชาติ ของตนมาแต่บรรพกาล แต่ไม่มีหลักฐานใดอ้างอิงได้ ชัดแจ้งว่า กีฬาตะกร้อกำเนิดมาจากชาติใดก่อน จากการเล่าขาน พออนุมาน ได้ว่า กีฬาตะกร้อน่าจะมีเมื่อยุคกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งเมื่อคราวที่ไทยทำสงครามกับพม่า ในยามตั้งค่ายพักรบเหล่าทหารทั้งสองฝ่ายพักผ่อน ต่างก็หาการเล่นต่าง ๆ มาเล่นกันเพื่อความสนุกและผ่อนคลาย มีการเล่นที่หาอุปกรณ์ง่าย ๆ เช่น ตะกร้อ มาเตะกัน ครั้งแรกก็ ใช้เศษผ้ามาม้วนและมัดเป็นลูกกลม ๆ ล้อมวงเตะกัน จากเศษผ้าแล้วแปรมาเป็นหวาย เพราะถิ่นแถบเอเชียมีธรรมชาติที่อุดมไปด้วยต้นหวาย คนสมัยโบราณได้นำเอาหวายมาใช้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน จากภูมิปัญญาทำเป็นกระบุงตะกร้อ สำหรับบรรจุสิ่งของหรือจักเป็นตอกเพื่อใช้ผูกมัดสิ่งของเหมือนกับเชือกเพราะมีความคงทนดี สมัยโบราณต้นหวายยังถูกดัดแปลงจำลองเป็นอาวุธ ใช้ในการฝึกหัดต่อสู้แทนอาวุธจริง ก่อนจะกลายมาเป็นตะกร้อ ได้มีผู้เอาหวายมาจักตอกสานเป็นรูปกลม ๆ มีหลายขนาด เล็กบ้างใหญ่บ้างแล้วแต่วัตถุประสงค์
เมื่อกาลสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีคนเล่นลูกหวายกลม ๆ ด้วยการใช้ทั้งมือและเท้า โยนรับกันไปมา เป็นการเล่นเพื่อการพักผ่อนคลายความเครียด และเป็นการออกกำลังกายทีให้ความสนุกในยามว่างเว้นจากการสงคราม อีกประการมีหลักฐานปรากฏว่า ทางราชการได้จักสานตะกร้อขนาดใหญ่ สำหรับใส่นักโทษที่ผิดกระบิลเมืองอย่างร้ายแรง โดยเอานักโทษใส่เข้าไปในตะกร้อแล้วให้ช้างเตะกลิ้งไปตามถนนจนรอบเมือง จึงมีการคิดค้นดัดแปลงลูกตะกร้อ ขนาดใหญ่ที่ใช้ช้างเตะ กลับกลายมาเป็นตะกร้อขนาดเล็กที่ให้คนเตะได้และมีการสืบสานต่อ ๆ กันมา จวบจนถึงยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีข้ออ้างอิงอย่างเด่นชัดว่ากีฬาตะกร้อ ได้ก่อเกิดขึ้นในประเทศไทยมาเป็นเวลาช้านาน โดยหลักฐานจากพระราชนิพนธ์ ในบทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” ของล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงนิพนธ์ข้อความตอนหนึ่งในบทที่เจ้าเงาะยั่วยวนท้าวสามลพ่อตาว่า
“ เห็นพ่อตาหน้าบึ้งขึ้งโกรธ ทำขอโทษนั่งลุกคุกเข่า ก้มกราบคลานหมอบพินอบพิเทา กราบแล้วกราบเล่าเฝ้าหลอกล้อ ฉวยได้ฝาชีที่ขันน้ำ แล้งทำปะเตะเล่นเช่นตะกร้อ... ฯลฯ ”

จึงเชื่อได้ว่ากีฬาตะกร้อมีมานานแล้วในประเทศไทย มิใช่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น
ลูกตะกร้อของทุกชาติแต่เดิมก็สานด้วยหวายเหมือนกัน แต่มีรูปลักษณ์แตกต่างกัน

เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของตะกร้อทั้งสามชาติแล้ว ก็ลองวิเคราะห์ดูว่าไทย หรือ มาเลเซีย หรือ พม่า เป็นต้นตำรับของกีฬาตะกร้อ
ในอดีตที่มีการเข้าใจว่า พม่าเป็นต้นตำรับ อาจเป็นเพราะว่า เมื่อ 70 กว่าปี มาแล้ว หรือเมื่อประมาณ พ.ศ. 2472 มีชาวพม่าชื่อ “หม่อง ปาหยิน” มาอยู่ในประเทศไทยจนกระทั่งเสียชีวิต ระหว่างมีชีวิตอยู่นั้น “หม่อง ปาหยิน” ได้ออกแสดงการติดตะกร้อตามร่างกาย ซึ่งติดได้ 5 ลูก คนไทยเห็นว่า “หม่อง ปาหยิน” เป็นคนเก่งเพราะไม่เคยเห็นผู้ใดทำได้ จึงพากันเข้าใจว่าพม่าคงจะเป็นต้นตำรับของกีฬาตะกร้อ ทรรศนะผู้เขียน เห็นว่าไม่น่าจะใช่ หากกีฬาตะกร้อพม่าเป็นต้นตำรับจริง ก็น่าจะเรียกกีฬาตะกร้อว่า “ชินลง” เพราะตามภาษาของพม่า เขาเรียกตะกร้อว่า “ชินลง” มาเลเซีย ก็อ้างว่าตะกร้อเป็นกีฬาประจำชาติของตน แต่เดิมวิธีการเล่นของแต่ละชาติไม่เหมือนกัน
พม่า เตะกันแบบล้อมเป็นวง 5-6 คน ส่วนมากจะใช้ฝ่าเท้าโต้ไปหาคู่และมักจะไม่สวมใส่รองเท้า มาเลเซีย เล่นตะกร้อข้ามตาข่ายซึ่งได้ดัดแปลงการเล่นมาจากกีฬาวอลเล่ย์บอล โดยกำหนดให้สนามเล็กลงและให้มีผู้เล่นน้อยลง เรียกว่า เซปัก โบลา ราฆา จาริง ซึ่งแปลความหมายได้ว่า เตะตะกร้อข้ามตาข่าย ผู้เขียนมั่นใจและมีความเชื่ออย่างยิ่งว่า ตะกร้อเป็นกีฬาประจำชาติไทยอย่างแน่นอน
ตะกร้อมีการเล่นมาเป็นเวลานานและเล่นกันมากมายหลายประเภท ดังลำดับต่อไปนี้
1. เตะทนบนโต๊ะ ผู้เล่นต้องยืนบนโต๊ะห่างกัน ประมาณ 32 เมตร โต้กันไปมาโดยไม่ให้ตะกร้อและผู้เล่นตกพื้น เตะกันด้วยท่าอะไรก็ได้ถ้าคู่ใดเตะได้มากกว่าตามเวลาที่กำหนดโดยตะกร้อตกน้อยครั้งและผู้เล่นไม่ตกจากโต๊ะถือว่าเป็นผู้ชนะ เตะทนบนโต๊ะ มีการแข่งขันกันเมื่อปี พ.ศ.2476 โดยนายยิ้ม ศรีหงษ์ นายกสมาคมกีฬาไทยฯ เป็นผู้จัดปัจจุบันไม่มีการแข่งขัน
2. เตะวิ่งชิงธง ผู้เล่นต้องเคาะหรือเลี้ยงตะกร้อด้วยท่าใดก็ได้ ไปตามลู่ที่จัดไว้ตามระยะทางที่กรรมการกำหนด ส่วนเส้นชัยนั้นจะมีธงปักอยู่ หากผู้ใดสามารถเลี้ยงตะกร้อไปตามลู่โดยไม่ตกและหยิบธงได้ก่อน ถือว่าเป็นผู้ชนะ ปัจจุบันไม่มีการแข่งขัน
3. เตะทน สามารถเล่นได้ทุกท่า เช่น ข้างเท้า หลังเท้า เข่า ศีรษะ ศอกหลัง ลูกไขว้ ฯลฯ กรรมการจะนับทุกลูกของการเตะ ปัจจุบันไม่มีการแข่งขัน
4. พลิกแพลง ให้คะแนนตามความยากง่ายของท่า เช่น ท่าด้านหนาให้หนึ่งคะแนน,ท่าด้านข้างให้สองคะแนน และท่าด้านหลังให้สามคะแนน ซึ่งตะกร้อพลิกแพลงมีมากกว่า 30 ท่า ปัจจุบันไม่มีการแข่งขัน
5. เตะทนวงเล็ก – วงใหญ่ กรรมการจะนับคะแนนเฉพาะท่าข้างเท้าด้านใน (แป) เท่าน้ำ ท่าอื่น ๆ สามารถเล่นได้แต่จะไม่ได้คะแนน ทีมหนึ่งมีผู้เล่นหกคน (3 คู่) คู่หนึ่งเตะได้ไม่เกิน หลังเท้า เข่า ศีรษะ ศอกหลัง ลูกไขว้ ฯลฯ กรรมการจะนับทุกลูกของการเตะ ปัจจุบันไม่มีการแข่งขัน
6. ข้ามตาข่ายแบบไทยดั้งเดิม วิธีการเล่นและรูปแบบของสนามคล้ายคลึงกันมากกับกีฬาแบดมินตัน โดยมีการเล่น 3 ประเภท คือ เดี่ยว,คู่ และทีมสามคน ผู้เล่นต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวมาก แต่ละครั้งที่เล่นลูกช่วยกันไม่ได้ ผู้ใดถูกลูกต้องเล่นให้ข้ามด้วยตัวเอง ผู้อื่นช่วยไม่ได้แม้ว่าจะเล่นประเภทคู่หรือทีมสามคน
7. ลอดห่วง มีการแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2476 เดิมความสูงของห่วง 7 เมตร (ปัจจุบัน 5.75 เมตร) ห่วงชัยเป็นห่วงราวสามห่วงเรียงลงมา ผู้เล่นสามารถเล่นท่าใดท่าหนึ่ง ในท่าเดียวที่ตนถนัดหรือแม่นที่สุดก็ได้ เช่น บางทีถนัดท่าไหล่ ก็อาจเล่นเฉพาะท่าไหล่อย่างเดียวทั้งทีมและเข้ากี่ครั้งก็ได้
ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงใหม่โดยมีการจำกัดท่าเล่น คือ ในท่าหนึ่ง ๆ สามารถให้เล่นเข้าห่วงชัยได้เพียงท่าละ 2 ครั้ง เท่านั้น ถ้ามีการเล่นท่าเดิมเข้าห่วงชัยอีก หรือเกิน 2 ครั้ง ไม่ได้คะแนน
การกำหนดหรือจำกัดท่าให้เล่นดังกล่าว เป็นผลให้ผู้เล่นพัฒนาความสามารถหรือคิดค้นท่าการเล่นให้มากขึ้น ตะกร้อลอดห่วง นิยมเล่นกันมากในภาคกลาง โดยเฉพาะงานวัดในกรุงเทพฯ มีการแข่งขันเป็นประจำทุกปี การเล่นตะกร้อทั่วไป เมื่อดูจากภาพรวมแล้วนำมาเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่า คนไทยมีลีลาและความสามารถสูงกว่าทุกชาติ ข้อนี้พิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้ง จาก ตะกร้อลอดห่วง อันมีลีลาที่อ่อนช้อย – สวยงาม มีท่าเล่นหลากหลายไม่มีชาติใดเล่นได้ แม้แต่มาเลเชีย – พม่า ก็ไม่สามารถเล่นได้เฉกเช่นคนไทย ทั้งที่ ๆ ที่ไทยไปสาธิตให้ดูหลายครั้งแล้ว
ตะกร้อวง ที่มีการแข่งขันกันใน เอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 6 -20 ธันวาคม 2541 ณ.กรุงเทพฯ เป็นการพิสูจน์ความสามารถด้านพื้นฐานของกีฬาตะกร้ออย่างแท้จริง มีการแข่งขันทั้งชายและหญิง ตะกร้อวงชาย ทีมไทยเหนือคู่แข่งขันทุกชาติ เทียบกันไม่ได้เพราะห่างชั้นกันมาก ทุกชาติที่เข้าแข่งขัน อย่านำไปเทียบฟอร์มกับทีมชายไทยเลยเพียงเทียบหรือวัดความสามารถกับตะกร้อวงหญิงของไทยทีมชายต่างชาติก็สู้ไม่ได้แล้ว นี่คือ...เรื่องจริง กีฬาตะกร้อเมื่ออดีตมีการเล่นการแข่งขันกันเฉพาะภายในประเทศของตนไม่มีการแข่งขันระหว่างประเทศเพราะต่างก็เล่นในกติกาหรือวิธีการเล่นของแต่ละประเทศ กติกาการเล่นต่างกันดังที่กล่าวมาแล้ว
ปฐมเหตุแห่งการบรรจุเข้าสู่กีฬาระดับชาติ
ระหว่างเดือน มีนาคม – เมษายน 2508 สมาคมกีฬาไทยฯ ได้จัดงานเทศกาลกีฬาไทย โดยมีการแข่งขันว่าว,กระบี่กระบอง และตะกร้อ ณ.ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ ซึ่งในปีนั้น สมาคมกีฬาตะกร้อ จากปีนังประเทศมาเลเซีย ได้นำวิธีการเล่นตะกร้อของมาเลเซีย คือ เซปัก โบลา จาริง มาเผยแพร่ให้คนไทยรู้จักในเชิงเชื่อสัมพันธ์ไมตรี และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกติกาของไทยด้วย
สมาคมกีฬาไทย ฯ ได้จัดให้มีการแข่งขันสาธิตตะกร้อของทั้งสองประเทศ ระหว่างไทยกับมาเลเซียขึ้น โดยผลัดกันเล่นตามกติกาของมาเลเซีย 1 วัน , เล่นแบบกติกาของไทย 1 วัน กติกาของไทยสมัยก่อน เรียกว่า ตะกร้อข้ามตาข่าย มีฝ่ายละ 3 คน เรียกว่า มือหนึ่ง – มือสอง- มือสาม สนามแข่งขันกันอยู่ในปัจจุบัน โดยคะแนนจบเกมที่ 15 แต้ม และเปลี่ยนแปลงมาเป็น 21 แต้ม ในปัจจุบัน
การสาธิตระหว่างไทย กับ มาเลเซีย
วันแรก เล่นกติกาของไทย ปรากฏว่า ไทย ชนะด้วยคะแนน 21 ต่อ 0
นักกีฬาตะกร้อไทย ประกอบด้วย
1. จ.ส.ต. เจริญ ศรีจามร (เสียชีวิตแล้ว)
2. ร.อ. จำเนียร แสงสม (เสียชีวิตแล้ว)
3. นายชาญ ธรรมวงษ์ (เสียชีวิตแล้ว)
วันที่สอง เล่นกติกาของมาเลเซีย ปรากฏว่า มาเลเซีย ชนะด้วยคะแนน 15 ต่อ 1
นักกีฬาตะกร้อไทย ประกอบด้วย
1. ส.อ. สวัลย์ วงศ์พิพัฒน์ (เสียชีวิตแล้ว)
2. นายประเสริฐ นิ่มงามศรี (เสียชีวิตแล้ว)
3. นายสำเริง หวังวิชา (ยังมีชีวิต)
เมื่อผลการสาธิตหรือทดสอบออกมารูปนี้ แสดงให้เห็นว่าต่างฝ่ายก็ถนัดหรือมีความสามารถในกติกาของตน จึงได้มีการพิจารณาร่วมกันกำหนดกติกาการเล่นตะกร้อขึ้นใหม่ เพื่อจะได้บรรจุเข้าเข่งขันในกีฬาเซียพเกมส์ต่อไป
ข้อตกลงมีว่าวิธีการเล่นและรูปแบบของสนามแข่งขัน ให้ถือเอารูปแบบของมาเลเซีย ส่วนอุปกรณ์การแข่งขัน (ลูกตะกร้อ – เน็ต) และขนาดความสูงของเน็ต ให้ถือเอารูปแบบของไทย และได้ตั้งชื่อกีฬานี้ว่า “ เซปัก ตะกร้อ “ เป็นภาษาของ 2 ชาติรวมกัน กล่าวคือ คำว่า “เซปัก” เป็นภาษามาเลเซีย แปลว่า “เตะ” คำว่าตะกร้อเป็นภาษาไทย
กีฬาเซปักตะกร้อ ได้บรรจุเข้าแข่งขันในเซียพเกมส์ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2508 ปรากฏว่าทีมไทย แพ้มาเลเซีย อย่างราบคาบ (แพ้ทั้ง 3 ทีม)
จากหวายกลายมาเป็นใยสังเคราะห์ (พลาสติก) การแข่งขันเซปักตะกร้อ มักจะมีปัญหากับลูกตะกร้อที่ใช้แข่งขันเสมอ เนื่องจากตะกร้อที่เป็นหวายมีขนาดและน้ำหนักไม่สม่ำเสมอ เพราะวิธีการ ทำลูกตะกร้อที่จักสานด้วยมือไม่มีเทคโนโลยีใด ๆ ช่วยเสริม และหวายที่นำมาจักสานนั้นก็มิได้กำหนดตายตัวว่าต้องใช้หวายชนิดใด บางรายก็ใช้หวายกาหลง บางรายก็ใช้หวายตะคร้า คุณลักษณะย่อมแตกต่างกัน
อันการจักสานด้วยมือนั่น รัศมีความกลม, ขนาดเส้นรอบวงตลอดทั้งน้ำหนักย่อมไม่คงมาตรฐานได้ดีพอ ประกอบกับ หวายก็ขาดแคลน ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศซึ่งต้องเสียภาษี เป็นเหตุให้ราคาตะกร้อที่ทำจากหวายมีราคาสูง และไม่สามารถสนองต่อจำนวนปริมาณความจำเป็นของวงการได้ และยังเป็นอุปสรรคต่อการฝึกซ้อมของนักกีฬาท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งบางครั้งไม่สามรถจัดซื้อ – จัดหาลูกตะกร้อหวายที่มีคุณภาพ, มาตราฐานได้ตามความต้องการ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงได้มีการนำใยสังเคราะห์หรือพลาสติก มาผลิตเป็นลูกตะกร้อด้วยเทคโนโลยี อันทันสมัย เป็นการชดเชยวัตถุดิบทางธรรมชาติ ที่ขาดแคลนและเป็นการแก้ปัญหาให้แก่วงกีฬาตะกร้อด้วย

                                                               โอ้โฮ  เป้าจะขาดใหมนะ